วิธีการทำแท้งต่างๆสามารถแบ่งออกตามอายุครรภ์ได้เป็น 2 กลุ่ม โดยแบ่งออกเป็นวิธีการทำแท้งในไตรมาสแรก และวิธีการทำแท้งในไตรมาสที่สอง

 

วิธีการทำแท้งในไตรมาสแรก มี 5 วิธี คือ

1. การปรับระดู (menstrual regulation หรือ MR)

2. การขยายปากมดลูก และขูดด้วยเครื่องดูดสุญญากาศ (dilatation and suction curettage หรือ Vacuum aspiration)

3. การขยายปากมดลูกและการขูดมดลูกด้วยเหล็กขูดมดลูก (dilatation and curettage)

4. การใช้ยาพรอสตาแกลนดิน (prostaglandin)

5. การใช้สารต่อต้านโปรเจสเตอโรน ( antiprogesterone) เช่น สาร Ru486

 

1.การปรับระดู (menstrual regulation หรือ MR)

             การปรับระดู หมายถึง การดูดเอาเนื้อเยื่อที่อยู่ในโพรงมดลูกออกในผู้ป่วยที่ขาดระดูตั้งแต่ 29 ถึง 42 วัน โดยนับจากวันแรกของระดูมาปกติครั้งสุดท้าย เหตุผลที่ใช้ระยะเวลาดังกล่าวเนื่องจากอาการแสดงโดยการตรวจร่างกายและการตรวจหาฮอร์โมนในปัสสาวะเพื่อยืนยันการตั้งครรภ์ให้ผลไม่แน่นอน

              ส่วนประกอบของเครื่องมือที่ใช้ในการปรับระดูมีดังนี้

              1. กระบอกดูดหรือกระบอกสูญญากาศ

                   กระบอกดูดหรือกระบอกสูญญากาศ มีลักษณะเหมือนกระบอกฉีดยาพลาสติกที่มีควาจุ 50 ลูกบาศก์เซนติเมตร ปลายด้านหนึ่งของกระบอกมีปุ่มปิดเปิดวาล์วและวาล์วเชื่อมต่อกับกระบอกสูญญากาศด้วยท่อที่ทำด้วยยาง กระบอกสูญญากาศมีก้านหลอดที่มีปีกเพื่อยึดก้านหลอดไม่ให้เคลื่อนกลับเมื่อดึงออกให้เกิดภาวะสูญญากาศ และขณะเดียวกันก็มีแหวนกันการดึงก้านหลอดเลยออกไปจากกระบอกสูญญากาศ เมื่อเราปิดวาล์วและดึงก้านหลอดออกจะเกิดภาวะสูญญากาศภายในกระบอกสูญญากาศนั้น ซึ่งจะมีแรงดูดประมาณ 70 เซนติเมตรปรอท

              2. ก้านดูด หรือ cannula (Karman cannula)

                   มีลักษณะเป็นท่อพลาสติกที่มีปลายตัดเป็นช่องตรงข้ามกัน 2 ช่อง มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 ขนาด สำหรับอายุครรภ์ต่างๆกัน

 

วิธีการทำ

               เริ่มด้วยการซักประวัติและตรวจร่างกาย รวมทั้งการตรวจภายในคลำขนาดและตำแหน่งมดลูกให้ชัดเจน เพื่อประเมินอายุครรภ์ที่ถูกต้อง ทำความสะอาดและทาน้ำยาฆ่าเชื้อโรคบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก ช่องคลอดและปากมดลูก ระวังการรักษาความสะอาด ใช้ก้านดูดหรือหลอดดูดที่เลือกขนาดที่เหมาะสม สอดเข้าไปในโพรงมดลูก ต่อกระบอกสูญญากาศที่ทำให้เป็นสุญญากาศแล้วกับปลายด้านนอกของก้านดูด ทำการดูดโดยการหมุนหลอดดูดไปรอบๆ กลับไปกลับมา โดยไม่หมุนไปทางเดียวตลอด ซึ่งอาจจะทำให้ปลายของหัวดูดหักและอาจค้างอยู่ในโพรงมดลูกได้ พร้อมกันนั้นก็เคลื่อนก้านดูดเข้าออกเพื่อให้รูเปิดที่ปลายหัวดูดสัมผัสกับผนังทุกด้านของโพรงมดลูก ทำการดูดจนแน่ใจว่าดูดหมดแล้ว โดยจะพบว่าไม่มีเนื้อเยื่อผ่านออกมาตามหลอดดูดซึ่งใสและมองเห็นเนื้อเยื่อที่ผ่านออกมาได้ และเห็นฟองอากาศเล็กๆ ผ่านตามออกมา ขณะเดียวกันก็จะเคลื่อนหลอดดูดได้ลำบากขึ้น

               การปรับระดูสามารถที่จะทำได้โดยไม่ต้องใช้ยาระงับความเจ็บปวด และผู้รับบริการสามารถกลับบ้านได้ภายใน 2 ชั่วโมงหลังการปรับระดู

               การเลือกผู้รับบริการที่เหมาะสม และให้คำแนะนำก่อนและหลังทำ มีความสำคัญช่วยให้มีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยมากขึ้น

 

               ภาวะแทรกซ้อนของการปรับระดู

               ภาวะแทรกซ้อนของการปรับระดูพบได้น้อยมาก พบได้ประมาณร้อยละ 2 ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยคือ การดูดไม่ออกหรือการดูดออกไม่หมดทำให้มีการตั้งครรภ์ต่อไป ส่วนภาวะแทรกซ้อนอื่นๆเช่น การติดเชื้อ การฉีกขาดของปากมดลูก หรือมดลูกทะลุพบได้น้อยมาก

                ข้อดีของการปรับระดู

                1.สามารถให้การรักษาแบบผู้ป่วยนอกและสามารถกลับบ้านได้หลังทำการปรับระดู

                2.ไม่ต้องมีการวินิจฉัยว่าตั้งครรภ์

                3.ไม่ต้องขยายปากมดลูก ไม่ต้องใช้ยาแก้ปวด

                การดูแลผู้ป่วยภายหลังการปรับระดู

                1. ให้ผู้รับบริการนอนพักสังเกตอาการ ภายหลังทำ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง แล้วอนุญาตให้กลับบ้านได้ เมื่อไม่มีอาการผิดปกติ

                2. งดทำงานหนัก 1-2 วัน

                3. งดการมีเพศสัมพันธ์เป็นเวลา 2 สัปดาห์ หรือ ใช้ถุงยางอนามัยถ้ามีเพศสัมพันธ์ในสัปดาห์ที่สองขึ้นไป

                4. นัดผู้รับบริการมาตรวจร่างกายและตรวจภายในเพื่อติดตามผลการรักษา ภายหลังทำ 2 สัปดาห์

 

2. การขยายปาดมดลูกและการขูดด้วยเครื่องดูดสูญญากาศ (dilatation and suction curettage หรือ vacuum aspiration)

                หลักการทำ อาศัยหลักการเดียวกับการปรับระดู คือการดูดเอาเนื้อเยื่อที่อยู่ในโพรงมดลูกออกมา แต่แตกต่างกันที่สามารถทำแท้งได้ในอายุครรภ์ที่มากขึ้น ใช้ในการทำแท้งได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 50 วันขึ้นไป จนถึงอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ เครื่องที่ใช้ต่างกันก็คือ ส่วนที่ทำให้เกิดแรงดูดสูญญากาศนั้นเป็นเครื่องดูดไฟฟ้า หัวดูดจะทำด้วยโลหะปลอดสนิมหรือพลาสติกแข็ง มี 3 ขนาด เพื่อใช้กับอายุครรภ์ที่แตกต่างกัน ในการทำแท้งโดยใช้วิธีการนี้จำเป้นต้องขยายปากมดลูกก่อนจึงจะใส่หัวดูดเข้าไปในโพรงมดลูกได้ วิธีการขยายปากมดลูกที่ทำได้ง่ายและนิยมทำกัน ได้แก่การขยายโดยใช้ Hegar dilator ขยายปากมดลูกจนได้ขนาดที่ต้องการ หลังจากนั้นจึงใช้หัวดูดในขนาดที่เหมาะสมกับอายุครรภ์สอดเข้าไปในโพรงมดลูกจนถึงยอดมดลูก ต่อหัวดูดเข้ากับเครื่องดูดไฟฟ้า และดูดเนื้อเยื่อในโพรงมดลูกออกมาจนหมด

                หัวดูด มีขนาดใหญ่กว่า ทำด้วยโลหะหรือพลาสติกแข็ง และมีรูเปิดที่ด้านข้างของปลายมนเพียงรูเดียว หัวดูดที่นิยมใช้มีอยู่ 3 ขนาดคือ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8, 10 และ 12 มิลลิเมตร ซึ่งแต่ละขนาดใช้กับอายุครรภ์ที่แตกต่างกัน

                ส่วนที่ทำให้เกิดแรงดูดสูญญากาศ เนื่องจากสิ่งที่จะต้องดูดออกมามีขนาดใหญ่ขึ้น จึงจำเป็นที่แรงดูดสูญญากาศจะต้องคงที่เสมอ ดังนั้นส่วนที่จะทำให้เกิดแรงดูดสูญญากาศจึงใช้เครื่องปั้มด้วยไฟฟ้าแทนที่จะเป็นกระบอกดูดดังที่กล่าวมาแล้วแรงดูดสูญญากาศที่ใช้ไม่ควรต่ำกว่า 60 เซนติเมตร หรือ 25 นิ้วปรอท

 

                 วิธีการ

                 ก่อนทำ เช่นเดียวกับที่ได้กล่าวแล้ว ในเรื่องการปรับระดู

                 ขณะทำ เช่นเดียวกับการปรับระดู แต่ต้องขยายปากมดลูกก่อน เพื่อที่จะสอดหัวดูดผ่านเข้าไปในโพรงมดลูกได้สะดวก การขยายปากมดลูกทำได้หลายวิธี ที่นิยมคือ การใช้ Hegar dilator ขยายปากมดลูกจนได้ขนาดที่ต้องการ การขยายปากมดลูกทำให้ผู้รับบริการเจ็บปวด จึงจำเป็นจะต้องให้ยาชาเฉพาะที่ (paracervical block ) หรือยาแก้ปวดแก่ผู้รับบริการ

                 เมื่อขยายปากมดลูกแล้ว ให้ใช้หัวดูดขนาดที่เหมาะสมสอดผ่านปากมดลูกเข้าไปในโพรงมดลูกจนถึงยอดมดลูก ต่อหัวดูดเข้ากับเครื่องดูดไฟฟ้า เมื่อแรงดูดสูญญากาศขึ้นถึงตามที่ต้องการแล้ว ให้ทำการหมุนหัวดูดและเคลื่อนไหวเข้าออกให้รูที่ปลายหัวดูดสัมผัสผนังมดลูกทุกด้าน

                 เมื่อดูดเอาส่วนที่อยู่ในโพรงมดลูกออกหมดแล้ว จะรู้สึกว่าขนาดของมดลูกเล็กลง และบีบรัดหัวดูดทำให้เคลื่อนเข้าออกได้ลำบากขึ้น นอกจากนี้จะมีความรู้สึกสากๆ เวลาเคลื่อนหัวดูดเข้าออกเช่นเดียวกับที่ได้กล่าวไว้แล้วในการปรับระดู

                 ในกรณีที่ผู้รับบริการต้องการใส่ห่วงอนามัยหรือทำหมัน ก็สามารถจะให้บริการต่อไปได้เลย

                 หลังทำ การดูแล การให้คำแนะนำ ตลอดจนการนัดผู้รับบริการมาตรวจปฏิบัติเช่นเดียวกับที่ได้กล่าวไว้แล้วในการปรับระดู

 

ภาวะแทรกซ้อน

                  พบได้เช่นเดียวกับการปรับระดู แต่พบได้บ่อยกว่าและรุนแรงกว่า เนื่องจากขนาดของมดลูกที่ใหญ่ขึ้น เครื่องมือที่ใช้ขนาดใหญ่และแข็ง ประกอบกับต้องขยายปากมดลูก ภาวะแทรกซ้อนพบได้ร้อยละ 5 ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้แก่ การเสียเลือด มดลูกทะลุ การแท้งออกไม่หมด การติดเชื้อและการฉีกขนาดของปากมดลูกจากการขยายปากมดลูก สำหรับภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวว่าจะมีผลต่อการตั้งครรภ์ต่อไปหรือไม่ ยังเป็นที่ถกเถียงและต้องการศึกษาเพิ่มเติมอีก

                  ข้อเสียของวิธีการขยายปากมดลูกและดูดด้วยเครื่องดูดสูญญากาศ ต่อการปรับระดูก็คือวิธีการขยายปากมดลูกนี้ การขยายปากมดลูก อาจจะต้องทำในห้องผ่าตัด หรือในสถานที่ที่มีเครื่องมือครบและต้องใช้ดมยาสลบ และอาการแทรกซ้อนก็พบได้มากกว่าด้วย จึงจำเป็นต้องใช้แพทย์ที่มีความชำนาญเป็นผู้ทำ

 

3. การขยายปากมดลูกและการขูดมดลูก (dilatation and curettage)

                   วิธีการนี้เป็นวิธีการขยายปากมดลูกเพื่อใส่เหล็กขูดมดลูกเข้าไปในโพรงมดลูก และทำการขูดมดลูกเพื่อเอาเนื้อเยื่อในโพรงมดลูกออกมา วิธีการนี้เป็นวิธีการที่ใช้ในการขูดมดลูกในกรณีที่ผู้ป่วยแท้งไม่ครบและมีการตกเลือด ปัจจุบันไม่นิยมใช้กันแล้ว ทั้งนี้ทำให้เกิดความเจ็บปวดและชอกช้ำของมดลูกมากกว่าวิธีการอื่นๆ แต่ในสถานที่ที่ไม่มีเครื่องมือสำหรับการปรับระดูหรือเครื่องดูดสูญญากาศ วิธีการนี้ก็ยังมีประโยชน์อยู่ ข้อเสียของวิธีนี้คือต้องทำในสถานที่ยังมีเครื่องมือครบถ้วน หรืออาจจะต้องใช้ยาสลบแก่ผู้รับบริการด้วย และโอกาสนี้จะเกิดภาวะแทรกซ้อนก็พบได้มากกว่า จำเป็นต้องใช้แพทย์ที่มีความชำนาญเป็นผู้ทำ

 

4. การให้ไซโตเทค (cytotec)

                   สารพรอสตาแกลนดินเป็นสารกรดไขมันที่มี 20  carbon chain ซึ่งสามารถออกฤทธิ์ได้กับอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย สารในกลุ่มนี้มีชนิดที่สำคัญอยู่ 2 ชนิดคือ ชนิด E และ F ซึ่งมีคุณสมบัติแตกต่างกัน สารนี้มีบทบาทมากในการทำแท้งโดยใช้เพียงการให้ยาและได้ผลสำเร็จสูงโดยไม่มีอันตรายต่อผู้รับบริการ หรือทำให้ผู้รับบริการเสียชีวิต การใช้สารนี้อาจใช้ได้หลายวิธีและใช้ได้ทั้งในไตรมาสแรกและในไตรมาสที่สอง

                   ในไตรมาสแรกมีการใช้อยู่ 2 วิธี

                   1. ใช้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ โดยใช้ยา Sulprostone 50 ไมโครกรัม ทุก 4 ชั่วโมงจนกว่าจะมีเลือดออกทางช่องคลอด ได้ผลร้อยละ 92 ปัจจุบันไม่นิยมแล้ว

                   2. ใช้สอดเข้าช่องคลอด โดยใช้ยา ไซโตเทค(cytotec)สอดเข้าช่องคลอดทุก 12 ชั่วโมง ได้ผลประมาณร้อยละ 92 ถึง 94

                    ทั้งสองวิธีการนี้จะออกฤทธิ์โดยการกระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูก ทำให้ปากมดลูกเปิดและขับเนื้อเยื่อในโพรงมดลูกออกมา ความสำเร็จขึ้นกับชนิดและขนาดของยาที่ใช้ ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญคือการปวดมดลูก ซึ่งในบางรายอาจมีอาการมากพบได้ร้อยละ 53 ส่วนอาการทางระบบทางเดินอาหารซึ่งได้แก่อาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเดิน จะพบได้ร้อยละ 20 ถึง 30

 

5. การใช้สารต่อต้านโปรเจสเตอโรน (progesterone antagonist)

                    Ru-486 หรือ Mifepristone(Mifegyne) เป็นสารสังเคราะห์ prototype ของ steroid analogue ที่มีฤทธิ์ต่อต้านโปรเจสเตอโรน ผลิตโดย Institute Roussel Uclaf โดยการไปจับกับ progesterone receptor เพื่อป้องกันการออกฤทธิ์ของโปรเจสเตอโรนโดยวิธีที่เรียกว่า competitive inhibition มีผลทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกมีการสร้างและหลั่งสารพรอสตาแกลนดินมากขึ้น ทำให้ปาดมดลูกนุ่มและเปิดออกพร้อมกับการเกิดการหดรัดตัวของมดลูกเป็นผลทำให้เกิดการหลุดลอกตัวของเยื่อบุโพรงมดลูกและตัวอ่อนฝังตัวในโพรงมดลูกไม่ได้ หรือไม่สามารถเจริญเติบโตได้เพราะเยื่อบุโพรงมดลูกไม่เหมาะสม ทำให้เกิดการแท้งบุตร การให้สารนี้ในปริมาณ 600 มิลลิกรัมเป็นยาเม็ดรับประทาน เพียงครั้งเดียวจะได้ผลสูงถึงร้อยละ 85 ถึง 90 เมื่อใช้ในสัปดาห์แรกที่ขาดระดู และจะได้ผลร้อยละ 80 เมื่อใช้สัปดาห์ที่ 2 ของการขาดระดู และอัตราความสำเร็จจะลดลง เมื่ออายุครรภ์เพิ่มขึ้น ถ้าใช้ยานี้ร่วมกับสารพรอสตาแกลนดินพบว่าจะมีความสำเร็จได้ถึงร้อยละ 95 เมื่อใช้ในสัปดาห์ที่ 3 หลังจากขาดระดู โดยใช้สารพรอสตาแกลนดินสอดช่องคลอด 36-48 ชั่วโมงหลังรับประทานยา Ru486

                     ปัจจุบัน Ru486 เป็นที่ยอมรับการใช้ในประเทศต่างๆทั่วโลก ส่วนในประเทศไทยยังไม่อนุญาตให้นำเข้ามาจำหน่าย

                     ข้อห้ามในการใช้ Ru486 มีน้อยมาก อาการข้างเคียง bleeding มากกว่าระดูปกติ ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน แต่อาการทั้งสองนี้มีไม่มาก และพบได้เพียง 1 ใน 3 ของผู้ใช้ทั้งหมด

                      ภาวะแทรกซ้อน ที่พบได้บ่อยคือ การล้มเหลวในการรักษา และผู้รับบริการตั้งครรภ์ต่อไป พบได้ร้อยละ 5 หรือมีการแท้งไม่ครบซึ่งต้องได้รับการรักษาต่อโดยการดูดด้วยเครื่องดูดสูญญากาศหรือการขูดมดลูก

 

วิธีการทำแท้งในไตรมาสที่สอง มี 3 วิธีคือ

1. การฉีดสารความเข้มข้นสูงเข้าถุงน้ำคร่ำ

2. การใช้สารพรอสตาแกลนดิน

3. การผ่าตัด hysterotomy หรือ hysterectomy

 

                     1. การฉีดสารความเข้มข้นสูงเข้าถุงน้ำคร่ำ

                      วิธีการนี้เป็นวิธีการที่นิมใช้ในการทำแท้งในไตรมาสที่สอง โดยมีหลักการคือใช้เข็มเจาะเข้าถุงน้ำคร่ำ ดูดเอาน้ำคร่ำออกปริมาณพอสมควรแล้วฉีดสารความเข็มข้นสูงเข้าแทนที่ สารความเข็มข้นสูงที่ใช้มีหลายชนิด ได้แก่

                      1.น้ำเกลือเข้มข้น ที่มีปริมาณเกลือร้อยละ 20 เป็นสารที่นิมใช้กันมากแม้ในปัจจุบัน เพราะมีราคาถูก ได้ผลดีมีประสิทธิภาพสูงและการเตรียมสารทำได้ง่าย

                      2. กลูโคสขนาดความเข้มข้นร้อยละ 50 เป็นสารที่นิยมน้อยลง เนื่องจากน้ำตาลกลูโคสเป็นอาหารที่ดีของเชื้อแบคทีเรีย ทำให้มีโอกาสติดเชื้อสูง

                      3. ยูเรียขนาดความเข้มข้นร้อยละ 30 ถึง 60 มีความนิยมน้อยเนื่องจากเตรียมได้ยากกว่าสารอื่น และมีประสิทธิภาพด้วยกว่า

                      4. สารพรอสตาแกลนดิน ใช้ได้ผลดี มีประสิทธิภาพสูงและภาวะแทรกซ้อนรวมทั้งอาการข้างเคียงน้อย

                       ในที่นี่จะกล่าวถึงการใช้สารน้ำเกลือเข้มข้นแต่เพียงอย่างเดียว

                       การใช้สารน้ำเกลือเข้มข้นฉีดเข้าถุงน้ำคร่ำ

                       เตรียมเข็มเจาะน้ำคร่ำ ทำความสะอาดและทาน้ำยาฆ่าเชื้อในบริเวณหน้าท้องส่วนที่จะแทงเข็ม อาจจะใช้ยาชาร่วมด้วยโดยการฉีดยาชาในตำแหน่งที่จะแทง แทงเข็มที่ตำแหน่งกึ่งกลางระหว่างยอดมดลูกกับกระดูกหัวหน่าว ผ่านความต้านทางไปเป็นขั้นๆ เมื่อเข็มเข้าถุงน้ำคร่ำจะรู้สึกว่าแรงต้านทานนั้นหายไป เมื่อเข็มเข้าถุงน้ำคร่ำแล้วจึงดึงไส้ในของเข็มออกจะพบว่ามีน้ำคร่ำไหลออกมาได้สะดวกดูดเอาน้ำคร่ำออกมาให้มากที่สุดทั้งนี้แล้วแต่อายุครรภ์ การดูดน้ำคร่ำออกให้มากที่สุดมีความจำเป็น เพราะถ้าดูดออกน้อย จะมีผลคือ

                       (1) ทำให้มดลูกขยายตัวมากเกินไปเป็นผลให้น้ำเกลือซึมเข้าสู่ระบบการไหลเวียนโลหิตหรือถุงน้ำคร่ำแตกก่อนปากมดลูกเปิด

                       (2) สารละลายน้ำเกลือเข้มข้นจะถูกเจือจางมากจากการปนกับน้ำคร่ำ

                        ใส่น้ำเกลือเข้มข้นกลับเข้าไปในถุงน้ำคร่ำโดยการปล่อยให้หยดเข้าไปทางสายน้ำเกลืออย่างช้าๆ เช่นเดียวกันกับการให้น้ำเกลือทางเส้นเลือด ปริมาณน้ำเกลือที่ใช้ประมาณ 200 มิลลิลิตรหรือไม่เกิน 50 มิลลิลิตรรวมกับปริมาณน้ำคร่ำที่ดูดได้ โดยปกติจะไม่ใส่เกลือในมดลูกมากกว่า 40 กรัม หรือ 200 มิลลิลิตร ของน้ำเกลือ Nacl ที่มีความเข้มข้นร้อยละ 20 การหยดน้ำเกลือเข้าไปในถุงน้ำคร่ำจะใช้เวลาประมาณ 20 นาที เมื่อเสร็จแล้วใส่ไส้ในของเข็มกลับเข้าไปอีกครั้ง แล้วจึงดึงเข็มออก ให้ผู้รับบริการนอนพักเพื่อสังเกตอาการอีกประมาณครึ่งชั่วโมงจึงให้กลับบ้าน แล้วนัดมาเมื่อมีอาการของการแท้งหรือมาในวันรุ่งขึ้นเพื่อกระตุ้นด้วย Oxytocin การแท้งบุตรมักเกิดขึ้นภายใน 36 ถึง 72 ชั่วโมงภายหลังการฉีดน้ำเกลือ

                         ภาวะแทรกซ้อนได้แก่

                         (1) Hypernatremia คือภาวะที่มีเกลือโซเดียมคลอไรด์ในเลือดมากกว่า 160 mEg/ลิตร อาจเกิดจากการดูดซึมของน้ำเกลือเข้าสู่กระแสเลือดทางใดทางหนึ่ง โดยผ่านรูทีเกิดจากการเจาะ หรือการแทงเข้าไปในเส้นเลือด ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะ หน้าแดง ตัวร้อน ชาตามปลายนิ้ว ชีพจรเต้นเร็วและความดันโลหิตสูงขึ้น

                         (2) ถุงน้ำคร่ำแตก่อนการเจ็บครรภ์ ทำให้การแท้งเนิ่นนานออกไปและมีโอกาสติดเชื้อได้สูง

                         (3) การตกเลือดระหว่างการแท้งและภายหลังการแท้ง

                         (4) การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ

                         (5) ภาวะแท้งค้าง

                         (6) ภาวะรกค้าง

 

                         2. การใช้ไซโตเทค(cytotec)

                         การทำแท้งโดยการใช้ไซโตเทค(cytotec) ในไตรมาสที่สองมีการทำได้หลายวิธี

                         1. การฉีดเข้าถุงน้ำคร่ำ โดยใช้ยาชนิด PGF2alpha 40 มิลลิกรัมฉีดเข้าถุงน้ำคร่ำได้เช่นเดียวกับการฉีดสารละลายเข้มข้น แต่ผลที่ได้ไม่ดีกว่าการใช้สารน้ำเกลือโซเดียมคลอไรซ์ขนาดความเข้มข้นร้อยละ 20 แต่กลับมีราคาที่สูงกว่าและระยะเวลาที่แท้ง (นับจากเริ่มฉีดยาเข้าถุงน้ำคร่ำ) ช้ากว่าคืออาจใช้เวลาถึง 48 ชั่วโมง แต่ได้ผลดีร้อยละ 80 ถึง 85 เท่านั้น

                         2. การฉีดเข้าไปรอบๆถุงน้ำคร่ำ โดยสอดสายฉีดเข้าไปในโพรงมดลูกและฉีดยาเข้าไปในส่วนระหว่างผนังมดลูกและผนังถุงน้ำ ชนิดของไซโตเทค(cytotec) ที่ใช้คือ PGF2alpha วิธีการนี้มักนิยมในรายที่ขนาดมดลูกใหญ่เกินกว่าการขยายปากมดลูกและใช้เครื่องดูดสูญญากาศ และเล็กเกินกว่าที่จะเจาะเข้าถุงน้ำคร่ำ หรือไม่สามารถเจาะถุงน้ำคร่ำได้ การฉีดยาใช้ 5 มิลลิกรัม ทุก 2-3 ชั่วโมงจนถึง 15 มิลลิกรัม ข้อเสียของวิธีนี้คือ มีอาการข้างเคียงสูง รกค้าง และติดเชื้อได้บ่อย ปัจจุบันไม่นิยมใช้

                         3. การฉีดเข้ากล้ามเนื้อ วิธีการนี้มักได้ผลดี โดยการฉีดยา sulprostone ขนาด 500 มิลลิกรัมเข้ากล้ามเนื้อทุก 6 ชั่วโมง ใช้เวลาจากการฉีดยาถึงการแท้งบุตรประมาณ 17 ถึง 20 ชั่วโมง ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เร็วมาก มีรายงานการใช้ได้ผลดีในโรงพยาบาลรามาธิบดี และโรงพยาบาลศิริราช ข้อดีของวิธีนี้คือใช้ได้ผลในช่วงอายุครรภ์ 13-15 สัปดาห์ ซึ่งโดยปกติไม่มีวิธีการที่เหมาะสมในช่วงนี้ ข้อเสียคือต้องฉีดบ่อยครั้ง และมีข้อห้ามใช้ในผู้ป่วยครรภ์หลังหรือมีแผลที่มดลูก ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะมดลูกแตกได้

                         4. การใช้ยาสอดทางช่องคลอด วิธีการนี้ได้ผลค่อนข้างช้าและใช้ปริมาณยาค่อนข้างมาก แต่มีข้อดีที่จะมีอาการข้างเคียงน้อยกว่าวิธีอื่นๆมาก ชนิดของยา PGF2 หรือ cytotec ขนาดเม็ดละ 200 mcg จำนวน 2 เม็ด ใช้สอดทางช่องคลอดทุก 12 ชั่วโมงจนแท้ง ข้อเสียคือต้องใช้ยามากถึง 6-12 เม็ด และอาการข้างเคียงที่พบได้คือการขยายตัวของเส้นโลหิตลดลง อุณหภูมิสูงขึ้นผิดปกติ คลื่นไส้อาเจียนแต่อาการไม่รุนแรง ข้อดีคือใช้กับอายุครรภ์ได้ตั้งแต่ 12-28 สัปดาห์ มีความสำเร็จได้สูงถึงร้อยละ 93

 

                         3. การทำแท้งโดยการผ่าตัด

                         การทำแท้งโดยการผ่าตัดมี 2 วิธีคือ hysterotomy และ hysterectomy hysterotomy เป็นการผ่าเข้าไปในโพรงมดลูกและควักเอาทารกและเนื้อเยื่อส่วนต่างๆ ของทารกและการตั้งครรภ์ออก  วิธีการนี้มักทำให้รายที่ไม่สามารถทำแท้งด้วยวิธีอื่นได้ หรือประสบความล้มเหลวจากวิธีอื่นๆ การตัดมดลูก(hysterectomy) เพื่อการทำแท้งไม่เป็นที่นิยม นอกจากจะทำในกรณีที่มีข้อบ่งชี้ในการตัดมดลูกร่วมด้วยเสมอ เช่นในกรณีที่ตั้งครรภ์ร่วมกับการเป็นมะเร็งระยะเริ่มแรก ซึ่งต้องมีการตัดมดลูกร่วมด้วย

 

สรุป

                         การทำแท้งในปัจจุบันมีเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ช่วยให้มีความปลอดภัยแก่ผู้ป่วยมากขึ้น มีภาวะแทรกซ้อนน้อยและเสียค่าใช้จ่ายต่ำ โดยเฉพาะถ้ากระทำโดยผู้ที่มีประสบการณ์ และความชำนาญพอสมควร สิ่งที่สำคัญที่สุดในการป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการทำแท้งก็คือการตรวจภายในเพื่อหาขนาดของมดลูกและอายุครรภ์ที่ถูกต้อง และเลือกวิธีทำให้เหมาะสมกับอายุครรภ์ และทำอย่างถูกขั้นตอนดังกล่าวมาแล้ว